ผลงานและประวัติศิลปิน

posted on 10 Sep 2011 11:41 by mtts17sj

ประวัติของ โหน่ง ชะชะช่า

ชื่อจริง ชูศักดิ์ เอี่ยมสุข
ชื่อเล่น โหน่ง ชะชะช่า
เกิด 7 มิถุนายน พ.ศ. 2516 (อายุ 36 ปี)
จังหวัด นครนายก
ชื่ออื่น โหน่ง เชิญยิ้ม
อาชีพ นักแสดง,พิธีกร

โหน่ง ชะชะช่า ชื่อจริง ชูศักดิ์ เอี่ยมสุข เป็นนักแสดงตลกชื่อดังจากแก๊งสามช่า มีลักษณะเด่นคือตัวอ้วนและศีรษะโล้น ตั้งฉายาให้ตนเองว่า "ตลกซุปเปอร์สตาร์" มีพี่น้องที่เป็นตลกและนักแสดง คือ นุ้ย เชิญยิ้ม

โหน่ง ชะชะช่า เมื่ออายุได้ 12 ปี ได้เข้ามาในวงการตลกโดยเริ่มจากตีกลองให้ตลกในคาเฟ่ ต่อมาจึงเข้ามาอยู่วงดนตรีลูกทุ่ง ศรชัย เมฆวิเชียร เรื่อยมาจนอยู่คณะตลก เป็ด เชิญยิ้ม ในชื่อ โหน่ง เชิญยิ้ม

ต่อมา หม่ำ จ๊กมก ได้ชักชวนให้มาร่วมเป็นนักแสดงรับเชิญในรายการระเบิดเถิดเทิง ของบริษัทเวิร์คพอยท์ฯ และด้วยเอกลักษณ์อันโดดเด่น คือมีศีรษะโล้นและรูปร่างอ้วนกลม กับวลีที่เป็นที่รู้จักกันดีที่ว่า “ ฮะโหน่ง มาแว้ว” ทำให้โหน่งสามารถแจ้งเกิดเป็นนักแสดงตลกในวงการโทรทัศน์ได้ จนได้เป็นนักแสดงสมทบในช่วงแรกและเข้าร่วมเป็นหนึ่งในแก๊งสามช่า รายการ ชิงร้อยชิงล้าน Cha Cha Cha อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2542 ร่วมกับ หม่ำ จ๊กมก และ เท่ง เถิดเทิง ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "โหน่ง ชะชะช่า" กลายเป็นดารานักแสดงตลกชื่อดังจนถึงปัจจุบัน

ผลงานของ โหน่ง ชะชะช่า

หากต้องแก้ไขกรุณา SignIn เข้าสู่ระบบ

รายการโทรทัศน์

ปัจจุบัน ชิงร้อยชิงล้าน (20 พฤษภาคม 2541 - ปัจจุบัน)
ระเบิดเถิดเทิง (2540 - ปัจจุบัน)
ชิงร้อยชิงล้าน มหัศจรรย์วันหยุด (พิธีกร : 23 ตุลาคม 2548 - ปัจจุบัน)
ตลกหกฉาก (พิธีกร : 21 ตุลาคม 2550 - 27 ธันวาคม 2551 , 24 เมษายน 2552 - ปัจจุบัน)

ในอดีต ชัยบดินทร์โชว์ (พิธีกร : 2546 - 2551)
สงครามเท้าไฟ (พิธีกร : 4 กุมภาพันธ์ - 14 ตุลาคม 2550)
โคกคูนตระกูลไข่ (2546 - 2550) (รับบท หอยโข่ง)
อัจฉริยะยกบ้าน (พิธีกร : 2 กุมภาพันธ์ 2551 - 28 มิถุนายน 2551)
เกมจารชน (พิธีกร : 2543 - 2548)
แฟนตาซีมีหาง (พิธีกร : 2542 - 2543)
เถ้าแก่ใหญ่ (พิธีกร : 2546)
เก่งยกห้อง (พิธีกร : 18 มกราคม 2552 - 28 มิถุนายน 2552)

ละครโทรทัศน์

ดาวคนละดวง (ฉลอง ภักดีวิจิตร กำกับการแสดง/ 2542/ ช่อง 7)
โทน (รุจน์ รณภพ กำกับการแสดง/ 2546/ ไอทีวี)
เพลงรักริมฝั่งโขง (แสดงรับเชิญ) (ธงชัย ประสงค์สันติ กำกับการแสดง/ 2550/ ช่อง 7)

ภาพยนตร์

ผีแม่ม่ายป้ายแดง
คนปีมะ (รับเชิญ)
บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม (2547) ลูกน้องทรงพล
ฟอร์มาลินแมน รักเธอเท่าฟ้า (2547) รับบท เสนาะ
สายล่อฟ้า (ภาพยนตร์) (2547) รับบท ตุ่น
เอ๋อเหรอ (2548) รับบท สำรวย
เสือภูเขา (2548) รับบท ด่างลี
คนหอน...ขี้เรื้อน ในคืนเดือนเสี้ยว (2548) รับบท แฟร้งค์
โหน่ง เท่ง นักเลงภูเขาทอง (2549) รับบท น้อยโหน่ง
เท่ง โหน่ง คนมาหาเฮีย (2550) รับบท โหน่ง
บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม 2 (2550) (รับเชิญ)
หม่ำ เดียว หัวเหลี่ยม หัวแหลม (2551) รับบท ยาม
ว้อ หมาบ้ามหาสนุก(2551) รับบท พรานจ้อน
32 ธันวา (2552)

รางวัล ที่ได้รับ

Asian Television Awards 2008 นักแสดงรายการตลกฝ่ายชายยอดเยี่ยม
(Best Comedy Permance by an Actor)

 

1.     มัลติมีเดียคืออะไร เกี่ยวข้องกับการนำเสนอข้อมูลอย่างไร

ตอบ   มัลติมีเดีย คือ โปรแกรมซอฟต์แวร์ที่อาศัยคอมพิวเตอร์เป็นสื่อในการนำเสนอโปรแกรมประยุกต์  ซึ่งรวมถึงการนำเสนอข้อความสีสัน  ภาพ กราฟฟิก (Graphic images) ภาพเคลื่อนไหว (Animation)  เสียง (Sound) และภาพยนตร์วีดิทัศน์ (Full motion Video) ส่วนมัลติมีเดียปฏิสัมพันธ์ (Interactive Multimedia) จะเป็นโปรแกรมประยุกต์ที่รับการตอบสนองจากผู้ใช้โดยใช้คีย์บอร์ด (Keyboard) เมาส์ (Mouse) หรือตัวชี้ (Pointer) เป็นต้น      คือสื่อประสม หรือ สื่อหลายแบบ เป็นการใช้สื่อในหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น ข้อความ เสียง รูปภาพ หรือ ภาพเคลื่อนไหว สำหรับให้ข้อมูลความรู้หรือให้ความสำราญต่อผู้ชม

2.     การนำเสนอข้อมูลในรูปแบบเว็บไซต์ดีกว่าเอกสารสิ่งพิมพ์อย่างไร

ตอบ   ง่ายต่อการอ่าน ไม่ต้องกังวลเรื่องลายมือของผู้เขียน

3.    Microsoft PowerPoint สามารถนำเสนอข้อมูลในรูปแบบใดได้บ้าง

ตอบ    เอกสารสิ่งพิมพ์ มัลติมีเดีย เว็บไซต์

4.     การเชื่อมโยงภายในและภายนอก Microsoft PowerPoint แตกต่างกันอย่างไร

ตอบ    การสร้างการเชื่อมโยงภายใน คือ การสร้างจุดเชื่อมโยงไปยังจุดอื่นๆในไฟล์เดียวกัน

5.     นอกจากคอมพิวเตอร์แล้วยังมีเทคโนโลยีใดที่ช่วยส่งเสริมการนำเสนอข้อมูลบ้าง

ตอบ  โทรทัศน์ วิทยุ โปรเจคเตอร์

6.     นักเรียนคิดว่าการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบใดสามารถทำได้ง่ายที่สุด เพราะเหตุใด

ตอบ  การนำเสนอข้อมูลในรูปแบบเว็บไซต์ เพราะสะดวกต่อการหา โทรศัพท์หลายๆรุ่นก็สามารถเข้าเว็บไซต์ต่างๆได้ จุงทำได้ง่ายกว่าการนำเสนอแบบอื่นๆ

7.     การตกแต่งเพิ่มเติมด้วยแม่แบบใน Microsoft PowerPoint สามารถทำได้อย่างไร

ตอบ คลิกขวาบนพื้นที่ว่าง

        ออกแบบภาพนิ่ง
        เลือกใช้แม่แบบที่ต้องการตรงแถบเครื่องมือ
8.     การกำหนดกล่องข้อความหรือวัตถุให้เคลื่อนไหว Microsoft PowerPoint สามารถตั้งค่าได้ที่ใด

ตอบ  คลิกเลือกวัตถุนั้นๆ คลิกขวาเลือกการเคลื่อนไหวแบบกำหนดเอง แถบเครื่องมือจะเปลี่ยนเป็นการเคลื่อนไหวแบบกำหนดเอง ให้เลือกคลิกที่เพิ่มลักษณะพิเศษ ตั้งค่าความเคลื่อนไหวที่ต้องการ

9.     ยกตัวอย่างซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับนำเสนอข้อมูลตัวหนังสือหรือตัวอักษรมาอย่างน้อย 3 โปรแกรม

ตอบ    Microsoft Word, Microsoft Excel, Microsoft PowerPoint

10.   ถ้าไม่มีกล่องข้อความใน Microsoft PowerPoint จะสามารถสร้างงานนำเสนอข้อมูลได้หรือไม่ อย่างไร

ตอบ  สามารถสร้างได้   เพราะ สามารถนำเสนองานได้ในรูปแบบอื่นแทนการนำเสนอแบบตัวอักษรได้เช่น รูปภาพ วิfดีโอ เสียง เป็นต้น

11.   เครื่องพิมพ์เป็นฮาร์ดแวร์ที่จำเป็นสำหรับการนำเสนอข้อมูลด้วย Microsoft PowerPoint หรือไม่ อย่างไร

ตอบ จำเ็ป็นเพราะใช้ในเวลาที่ต้องการนำเสนอแบบเอกสารสิ่งพิมพ์ ไว้ใช้ตอนที่ต้องการนำเสนอในที่ๆไม่มีคอมพิวเตอร์

12.   Microsoft PowerPoint สามารถแทรกรูปภาพ ภาพยนตร์ และเสียงได้หรือไม่ ถ้าได้มีวิธีการอย่างไร

 การแทรก ภาพยนตร์ และ เสียง คลิกแทรกที่แถบเมนู เลือกภาพยนตร์และเสียง แล้วจึงเลือกภาพยนตร์หรือเสียงจากแฟ้ม

 

13.   การนำเสนอข้อมูลด้วยแผนภูมิ แผนผัง และกราฟดีกว่าการนำเสนอข้อมูลด้วยตัวหนังสือหรือตัวอักษรอย่างไร

 ตอบ  เป็นการแสดงการสรุปในสิ่งที่มีจำนวนมากๆเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ และยังสามารถใช้เปรียบเทียบได้

14.   การสร้างงานนำเสนอด้วย Microsoft PowerPoint สำหรับผู้รับข้อมูล 20 คนพร้อมกันจะต้องใช้ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ใดบ้าง

ตอบ จะใช้โปรแกรม Micosoft powerpoint และฮาดร์แวร์ เช่น คอมพิวเตอร์ ลำโพง จอฉาย เป็นต้น

15.   ยกตัวอย่างเทคโนโลยีที่ส่งเสริมการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบตัวหนังสือหรือตัวอักษร รูปภาพหรือภาพนิ่ง แผนภูมิ แผนผัง กราฟ เสียง และภาพเคลื่อนไหวได้พร้อมกัน

ตอบ คอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค โทรทัศน์

 

edit @ 21 Aug 2011 16:56:18 by soratorn

ภาษาคอมพิวเตอร์ หมายถึง ภาษาใดๆ ที่ผู้ใช้งานใช้สื่อสารกับคอมพิวเตอร์ หรือคอมพิวเตอร์ด้วยกัน แล้วคอมพิวเตอร์สามารถทำงานตามคำสั่งนั้นได้ คำนี้มักใช้เรียกแทนภาษาโปรแกรม แต่ความเป็นจริงภาษาโปรแกรมคือส่วนหนึ่งของภาษาคอมพิวเตอร์เท่านั้น และมีภาษาอื่นๆ ที่เป็นภาษาคอมพิวเตอร์เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น HTML เป็นทั้งภาษามาร์กอัปและภาษาคอมพิวเตอร์ด้วย แม้ว่ามันจะไม่ใช่ภาษาโปรแกรม หรือภาษาเครื่องนั้นก็นับเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ ซึ่งโดยทางเทคนิคสามารถใช้ในการเขียนโปรแกรมได้ แต่ก็ไม่จัดว่าเป็นภาษาโปรแกรม ภาษาคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ
   1) ภาษาระดับสูง (high level)
   2) ภาษาระดับต่ำ (low level)
         ภาษาระดับสูงถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานง่ายและสะดวกสบายมากกว่าภาษาระดับต่ำ โปรแกรมที่เขียนถูกต้องตามกฎเกณฑ์และไวยากรณ์ของภาษาจะถูกแปล (compile) ไปเป็นภาษาระดับต่ำเพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถนำไปใช้งานหรือปฏิบัติตามคำสั่งได้ต่อไป ซอฟต์แวร์สมัยใหม่ส่วนมากเขียนด้วยภาษาระดับสูง แปลไปเป็นออบเจกต์โค้ด (object code) แล้วเปลี่ยนให้เป็นชุดคำสั่งในภาษาเครื่อง ภาษาคอมพิวเตอร์อาจแบ่งกลุ่มได้เป็นอีกสองประเภทคือ ภาษาที่มนุษย์อ่านออก (human-readable) และภาษาที่มนุษย์อ่านไม่ออก (non human-readable) ภาษาที่มนุษย์อ่านออกถูกออกแบบมาเพื่อให้มนุษย์สามารถเข้าใจและสื่อสารได้โดยตรงกับคอมพิวเตอร์ ส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ) ส่วนภาษาที่มนุษย์อ่านไม่ออกจะมีโค้ดบางส่วนที่ไม่อาจอ่านเข้าใจได้ เด้าหมาสี้หมา [แก้] ตัวอย่างภาษาคอมพิวเตอร์ ภาษาโปรแกรม ภาษาสคริปต์ ภาษามาร์กอัป ภาษาสอบถาม Transformation language
   ภาษาคอมพิวเตอร์ คืออะไร
ภาษาคอมพิวเตอร์ (Computer Language) คือภาษาที่ใช้ หรือเกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งมักใช้ร่วมกับภาษาโปรแกรม แต่ภาษาคอมพิวเตอร์นั้นมีความหมายที่กว้างกว่า โดยไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นภาษาโปรแกรม ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าภาษาอย่าง HTML หรือ SQL ไม่ใช่ภาษาโปรแกรม แต่ถือว่าเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ ภาษาโปรแกรม (Program Language) คือ วิธีการมาตรฐานในการสื่อสารสำหรับแสดงคำสั่งไปยังคอมพิวเตอร์ ภาษาโปรแกรมกำหนดไวยากรณ์และการตีความหมายจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เขียนขึ้น ภาษาโปรแกรมทำให้โปรแกรมเมอร์สามารถระบุอย่างชัดเจนถึงข้อมูลที่คอมพิวเตอร์จะทำงาน และวิธีการที่คอมพิวเตอร์จะประมวลผลข้อมูลเหล่านั้น ภาษาคอมพิวเตอร์มีการพัฒนาหรือมีวิวัฒนาการมาโดยลำดับเช่นเดียวกับคอมพิวเตอร์ โดยจะสามารถแบ่งออกเป็นยุคหรือเป็นรุ่นของภาษา (Generation) ซึ่งในยุคหลังๆ จะมีการพัฒนาภาษาให้มีความสะดวกในการอ่านและเขียนง่ายขึ้นกว่าภาษาในยุคแรกๆ เนื่องจากจะมีโครงสร้างภาษาใกล้เคียงกับภาษาอังกฤษ เราสามารถแบ่งภาษาคอมพิวเตอร์ออกได้เป็น 5 ยุคดังนี้
1. ภาษาเครื่อง (Machine Language) เป็นภาษาที่เกิดขึ้นในยุคแรกสุด และเป็นภาษาเดียวที่เครื่องคอมพิวเตอร์จะสามารถเข้าใจคำสั่งได้ ภาษาเครื่องจะแทนข้อมูลหรือคำสั่งในโปรแกรมด้วยกลุ่มของตัวเลข 0 และ 1 หรือที่เรียกว่าเลขฐานสอง ซึ่งจะสัมพันธ์กับการเปิด (On) และการปิด (Off) ของสัญญาณไฟฟ้าภายในเครื่องคอมพิวเตอร์
 2. ภาษาแอสแซมบลี (Assembly Language) เป็นภาษาที่มีการใช้สัญลักษณ์ข้อความ (Mnemonic codes) แทนกลุ่มของเลขฐานสอง เพื่อให้ง่ายต่อการเขียนและการจดจำมากกว่าภาษาเครื่อง แต่เนื่องจากคอมพิวเตอร์รู้จักเฉพาะภาษาเครื่องเท่านั้น ดังนั้นภาษาแอสแซมบลี จึงต้องใช้ตัวแปลภาษาที่เรียกว่า “แอสแซมเบลอร์ (Assembler)” เพื่อแปลคำสั่งภาษาแอสแซมบลีให้เป็นภาษาเครื่อง นอกจากนี้ผู้ที่จะเขียนโปรแกรมภาษาแอสแซมบลี ได้จะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของฮาร์ดแวร์เป็นอย่างดีเนื่องจากต้องยุ่งเกี่ยวกับการใช้งานหน่วยความจำที่เป็นรีจิสเตอร์ภายในตลอด ดังนั้นจึงเหมาะกับงานที่ต้องการความเร็วในการทำงานสูง ถึงแม้ว่าภาษานี้จะง่ายกว่าการเขียนภาษาเครื่อง แต่ก็ยังถือว่าเป็นภาษาชั้นต่ำที่ยังยากต่อการเขียนและการเรียนรู้มากสำหรับผู้ที่ไม่มีความรู้ด้านฮาร์ดแวร์นัก
3. ภาษาชั้นสูง (High-level Language) เรียกอีกอย่างว่าภาษารุ่นที่ 3 (3rd Generation Languages หรือ 3GLs) เป็นภาษาที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้สามารถเขียนและอ่านโปรแกรมได้ง่ายขึ้น เนื่องจากมีลักษณะเหมือนภาษาอังกฤษทั่วๆ ไป และที่สำคัญคือ ผู้เขียนโปรแกรมไม่จำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับระบบฮาร์ดแวร์ ตัวอย่างของภาษาประเภทนี้ ได้แก่ ภาษาฟอร์แทน (FORTRAN) โคบอล (COBOL) เบสิก (BASIC) ปาสคาล (PASCAL) ซี (C) เอดา (ADA) เป็นต้น อย่างไรก็ตามโปรแกรมที่ถูกเขียนด้วยภาษาประเภทนี้จะทำงานได้ก็ต่อเมื่อมีการแปลงให้เป็นภาษาเครื่องเสียก่อน ซึ่งวิธีการแปลงภาษาชั้นสูงให้เป็นภาษาเครื่องนั้น จะทำได้โดยใช้โปรแกรมที่เรียกว่า “คอมไพล์เลอร์ (Compiler)” หรือ “อินเตอร์พรีเตอร์ (Interpreter)” อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยภาษาชั้นสูงแต่ละภาษาจะมีตัวแปลภาษาเฉพาะเป็นของตนเองใช้แทนกันไม่ได้
   3.1 คอมไพเลอร์ จะทำการแปลโปรแกรมทั้งโปรแกรมให้เป็นภาษาเครื่องทีเดียวการแปลนี้จะเป็นการตรวจสอบไวยากรณ์ของภาษา ถ้ามีข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์ของภาษาเกิดขึ้น (Syntax error) ก็จะแจ้งให้ทราบ เป็นข้อความไดแอคนอสติค (Diagnostic Message) เพื่อให้ผู้เขียนโปรแกรมแก้ไขให้ถูกต้อง แล้วจึงค่อยแปลคำสั่งใหม่ โปรแกรมที่ยังไม่ผ่านการแปลจะเรียกว่า Source Program หรือ Source module แต่ถ้าผ่านการแปลเรียบร้อยแล้วและไม่มีข้อผิดพลาดใดๆ จะเรียกโปรแกรมส่วนนี้ว่า Object Program หรือ Object module ออปเจกต์โปรแกรมนี้จะยังไม่สามารถทำงานได้ จะต้องผ่านลิงค์ (Link) หรือรวมเข้ากับไลบรารี่ (Library) ของระบบก่อนจึงจะเป็นโปรแกรมที่สามารถทำงานได้หรือเป็นภาษาเครื่องที่เรียกว่า เอ็กซ์ซีคิวท์โปรแกรม (Execute Program) หรือ โหลดโมดูล (Load module) ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะเป็นไฟล์ที่มีนามสกุลเป็น .exe หรือ .com และสามารถนำโปรแกรมนี้ไปใช้งานได้ตลอดโดยไม่ต้องแปลใหม่อีก แต่ถ้ามีการแก้ไขโปรแกรมแม้เพียงเล็กน้อยก็จะต้องทำการแปลใหม่ตั้งแต่ต้น
  3.2 อินเตอร์พรีเตอร์ เป็นตัวแปลภาษาที่จะทำการแปลโปรแกรมภาษาชั้นสูงทีละคำสั่งให้เป็นภาษาเครื่องและทำการ Execute หรือทำงานคำสั่งนั้นทันทีทันใดก่อนที่จะทำการแปลในบรรทัดถัดไป ถ้าในระหว่างการแปลเกิดพบข้อผิดพลาดที่บรรทัดใดก็จะฟ้อง ให้ทำการแก้ไขทีละบรรทัดนั้นทันที อินเตอร์พรีเตอร์นี้เมื่อโปรแกรมเสร็จแล้วจะไม่สามารถเก็บเป็น Execute Program ได้ซึ่งต่างกับคอมไพเลอร์ ดังนั้นเมื่อจะเรียกใช้งานหรือรันโปรแกรมก็จะต้องทำการแปลโปรแกรมใหม่ทุกครั้ง ดังนั้นเมื่อจะเรียกใช้งาน Execute Program คอมไพเลอร์ ย่อมจะทำงานได้เร็วกว่าการเรียกใช้งานโปรแกรมที่ต้องผ่านการแปลด้วยอินเตอร์พรีเตอร์แต่ประโยชน์ของภาษาที่ถูกแปลด้วย อินเตอร์พรีเตอร์คือโปรแกรมจะมีโครงสร้างที่ง่ายต่อการพัฒนาตัวอย่างของภาษาโปรแกรมที่มีการใช้อินเตอร์พรีเตอร์ เป็นตัวแปลภาษาได้แก่ ภาษาเบสิก ภาษาเพิร์ล เป็นต้น การเขียนโปรแกรมด้วยภาษาชั้นสูงนอกจากจะให้ความสะดวกแล้ว ผู้เขียนแทบจะไม่ต้องมีความรู้เกี่ยวกับการทำงานของฮาร์ดแวร์ก็สามารถเขียนโปรแกรมสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานได้ ข้อดีอีกอย่างคือสามารถนำโปรแกรมที่เขียนขึ้นไปใช้งานบนเครื่องใดก็ได้ คือมีลักษณะที่ไม่ขึ้นอยู่กับกับเครื่อง (Hardware Independent) เพียงแต่ต้องทำการการแปลโปรแกรมใหม่เท่านั้น แต่ภาษาเครื่องที่ได้จากการแปลภาษาชั้นสูงนี้อาจเยิ่นเย้อ และไม่มีประสิทธิภาพเท่ากับการเขียนด้วยภาษาเครื่องหรือแอสเซมบลีโดยตรง ภาษารุ่นที่ 3 นี้ส่วนใหญ่จะจัดอยู่ในกลุ่มของภาษาที่มีแบบแผน (Procedural language) เนื่องจากลักษณะการเขียนโปรแกรมจะมีโครงสร้างแบบแผนที่เป็นระเบียบ คือ งานทุกอย่างผู้เขียนโปรแกรมต้องเขียนโปรแกรมควบคุมการทำงานเองทั้งหมด และต้องเขียนคำสั่งการทำงานที่เป็นขั้นตอนทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแบบฟอร์มกรอกข้อมูล การประมวลผล หรือการสร้างรายงาน ซึ่งโปรแกรมที่เขียนจะค่อนข้างซับซ้อนและใช้เวลาในการพัฒนาค่อนข้างยาก
 4. ภาษาชั้นสูงมาก (Very high-level Language) เรียกได้อีกอย่างว่าภาษาในรุ่นที่ 4 (4GLs: Fourth Generation Languages) ภาษานี้เป็นภาษาที่อยู่ในระดับที่สูงกว่าภาษารุ่นที่ 3 มีลักษณะของภาษาในรุ่นที่เป็นธรรมชาติคล้ายๆ กับภาษาพูดของมนุษย์จะช่วย ในเรื่องของการสร้างแบบฟอร์มบนหน้าจอเพื่อจัดการเกี่ยวกับข้อมูล รวมไปถึงการออกรายงาน ซึ่งจะมีการจัดการที่ง่ายมากไม่ยุ่งยากเหมือนภาษารุ่นที่ 3 ตัวอย่างของภาษาในรุ่นที่ 4 ได้แก่ Informix-4GL, Focus, Sybase, InGres เป็นต้น
5. ภาษาธรรมชาติ (Natural Language) เป็นภาษาในยุคที่ 5 ที่มีรูปแบบเป็นแบบ Nonprocedural เช่นเดียวกับภาษารุ่นที่ 4 ภาษา ธรรมชาตินี้ ถูกสร้างขึ้นมาจากเทคโนโลยีทางด้านระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert System) ซึ่งเป็นงานที่อยู่ในสาขาปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ในการที่พยายามทำให้คอมพิวเตอร์เปรียบเสมือนกับเป็นผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่ง ที่สามารถคิดและตัดสินใจได้เช่นเดียวกับมนุษย์ การที่เรียกว่าภาษาธรรมชาติ เพราะมนุษย์สามารถใช้ภาษาพูดป้อนเข้าไปในคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง ซึ่งอาจมีรูปแบบที่ไม่แน่นอนตายตัว แล้วคอมพิวเตอร์ก็จะแปลคำสั่งเหล่านั้น ให้อยู่ในรูปแบบที่คอมพิวเตอร์เข้าใจ ถ้าคำถามใดไม่กระจ่างก็จะมีการถามกลับเพื่อให้เข้าใจคำถาม เมื่อเข้าใจคำถามแล้วคอมพิวเตอร์ก็จะสามารถตอบคำถามของมนุษย์ได้อย่างถูกต้อง พร้อมทั้งมีข้อแนะนำต่างๆ เพื่อช่วยในการตัดสินใจของมนุษย์ได้อีกด้วย

edit @ 10 Jul 2011 16:00:02 by soratorn